คำศัพท์ดาราศาสตร์1
กลุ่มดาวจักรราศี - zodiacal constellations
จักรราศี แถบที่ครอบเส้น สุริยวิถี มีความกว้างประมาณ 18 องศา ซึ่งเป็นบริเวณที่ดาวเคราะห์ ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์จะปรากฏอยู่ แถบนี้แบ่งออกเป็น 12 ส่วน กว้างส่วนละ 30 องศา แต่ละส่วนก็คือ ราศี กลุ่มดาวที่อยู่ในราศีใด ก็จะมีชื่อเป็นราศีนั้น เช่น กลุ่มดาวคนคู่อยู่ในราศีมิถุน ก็มีชื่ออีกชื่อว่ากลุ่มดาวราศีมิถุน กลุ่มดาวเหล่านี้เรียกรวมว่า กลุ่มดาวจักรราศี
กล้องโทรทรรศน์ - telescope
ทัศนูปกรณ์สำหรับดึงภาพของวัตถุระยะไกลให้ดูใกล้เข้ามา แบ่งเป็นชนิดใหญ่ ๆ ได้สองชนิดคือ กล้องโทรทรรศน์ชนิดหักเหแสง (refracting telescope, refractor) ใช้เลนส์นูนเป็นตัวรวบรวมแสง กับ กล้องโทรทรรศน์ชนิดสะท้อนแสง (reflecting telescope, reflector) ใช้กระจกโค้งเป็นตัวรวบรวมแสง
กาแล็กซี - galaxy
กาแล็กซีหรือ ดาราจักร เป็นกลุ่มของดาวฤกษ์นับล้านดวง อาศัยอยู่ด้วยกันด้วยแรงดึงดูดร่วมกันของดาวแต่ละดวง กาแล็กซีมีขนาดน้อยใหญ่ต่างกันเช่นเดียวกับจำนวนของดาว กาแล็กซีที่เล็กที่สุดมีดาวอยู่เพียง 100,000 ดวง กาแล็กซีที่ใหญ่ที่สุดมีดาวถึง 3 ล้านล้านดวง
ขั้วท้องฟ้า - celestial
จุดสองจุดบน ที่ตรงกับแนวของขั้วโลก เหนือจะตรงกับบริเวณใกล้ ๆ ดาวเหนือในกลุ่มดาวหมีเล็ก ส่วนขั้วฟ้าใต้จะอยู่บริเวณกลุ่มดาวแปดเหลี่ยม
ควอซาร์ - quasar
วัตถุขนาดเล็กที่มีพลังงานสูงมาก มีการเลื่อนของสเปกตรัมไปทางสีแดงมาก คำว่า ควอซาร์ (Quasar) กร่อนมาจากคำว่า (Quasi-stella) แปลว่า วัตถุคล้ายดาว เนื่องจากมองเห็นคล้ายกับดาวธรรมดาเมื่อมองผ่านกล้องโทรทรรศน์ธรรมดา แต่ปลดปล่อยพลังงานออกมามากพอ ๆ กับกาแล็กซีทั้งกาแล็กซี ธรรมชาติและแหล่งกำเนิดของควอซาร์ยังเป็นปริศนาอยู่ ทฤษฎีหนึ่งกล่าวไว้ว่า เกิดจาก มาชนกัน ปัจจุบันเราค้นพบควอซาร์มาแล้วหลายพันดวง
ความเร็วแสง - speed of light
ใช้สัญญลักษ์ c หมายถึงความเร็วที่เร็วเท่ากับความเร็วของแสงในสุญญากาศ ซึ่งเท่ากับ 299,792,458 กิโลเมตรต่อวินาที
คอนจังก์ชัน - conjunction
การปรากฏอยู่ในแนวเดียวกัน ปรากฏการณ์ที่มีวัตถุท้องฟ้าเช่น ดาวเคราะห์ ดวงจันทร์ ปรากฏอยู่ใกล้ ๆ กันภายในไม่กี่องศา ปรากฏการณ์นี้มีคุณค่าในด้านความสวยงามมากกว่าอย่างอื่น คอนจังก์ชันมักเกิดขึ้นบ่อย ๆ โดยเฉพาะคอนจังก์ชันระหว่างดวงจันทร์กับดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ในบางครั้งวัตถุเหล่านี้อาจเข้ามาใกล้กันจนเกิดการบังกันเรียกว่า ปรากฏการณ์
คอโรนา - corona
1) บรรยากาศชั้นนอกสุดของดวงอาทิตย์ มองเห็นได้เฉพาะช่วงเวลาที่เกิด เต็มดวง มีอุณหภูมิสูงถึง 1,000,000 เคลวิน
2) ลักษณะพื้นผิวที่เป็นรูปวงรีบนพื้นผิวดาวเคราะห์ พบได้มากบนดาวศุกร์และดวงจันทร์
ค่าคงที่ฮับเบิล - Hubble constant
ใช้ชื่อย่อว่า Ho เป็นตัวเลขแสดงอัตราความเร็วในการขยายตัวของเอกภพต่อระยะทาง มีหน่วยเป็น กิโลเมตรต่อวินาทีต่อเมกกะ (Kms-1Mps-1) ค่าคงที่ฮับเบิลในปัจจุบันที่วัดกันได้มีค่าอยู่ระหว่าง 55 ถึง 100 Kms-1Mps-1 ค่านี้จะบ่งบอกถึงอายุของเอกภพอีกด้วย ถ้าเอกภพมีอายุมาก จะให้ค่าคงที่ฮับเบิลต่ำ ถ้าเอกภพมีอายุน้อย จะให้ค่าคงที่ฮับเบิลสูง
จุดเหนือศีรษะ - zenith
จุดบน ที่อยู่เหนือศีรษะของผู้สังเกตการณ์พอดี
จุลอุกกาบาต - micrometeorite
ฝุ่นคอสมิกในอวกาศที่มีขนาดเล็กกว่า 0.1 มม. และมีมวลน้อยกว่า 1 ไมโครกรัม เมื่อจุลอุกกาบาตพุ่งเข้าบรรยากาศโลกจะเสียดสีกับบรรยากาศจนเกิดความร้อนขึ้นสูง แต่ไม่ถึงกับทำให้เกิดปรากฏการณ์ วัตถุต้องมีมวลมากกว่า 1 ไมโครกรัมจึงจะทำให้เกิดเป็นดาวตกได้ หากจุลอุกกาบาตพุ่งชนดาวเทียมที่อยู่นอกโลก จะทำให้เกิดหลุมเล็ก ๆ บนผิวด้านนอกของดาวเทียม หลุมนี้มีขนาดเล็กมากจนต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ส่อง
ซอลสติซ - solstice
จุดบน ที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนไปทางเหนือมากที่สุด (ครีษมายัน [ครีด-สะ] - summer solstice) หรือ จุดที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนไปทางใต้มากที่สุด (เหมายัน - winter solstice) ซึ่งทำมุม 23.5 องศากับเส้นศูนย์สูตรฟ้าไปทางเหนือและใต้ตามลำดับ วันที่ดวงอาทิตย์อยู่ที่ครีษมายันตรงกับราววันที่ 21 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันที่กลางวันยาวที่สุดและกลางคืนสั้นที่สุด ส่วนวันที่ดวงอาทิตย์อยู่ที่เหมายันตรงกับราววันที่ 22 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันที่กลางวันสั้นที่สุดและกลางคืนยาวที่สุด
ซูเปอร์โนวา - supernova
การระเบิดอย่างรุนแรงของดาว หรือ เมื่อเกิดซูเปอร์โนวา ความสว่างจะสูงขึ้นอย่างฉับพลัน ซูเปอร์โนวาบางครั้งมี ถึง -19 โดยทั่วไป ซูเปอร์โนวามักเกิดจากดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ระเบิดขึ้นหลังจากที่ใช้ ไปจนเกือบหมด การระเบิดแบบนี้มักจะเหลือแกนกลางเป็นวัตถุความหนาแน่นสูง
ดัชนีสะท้อน - albedo
ความสามารถในการสะท้อนแสงของดาวเคราะห์วัตถุอื่นที่ไม่เปล่งแสงในตัวเอง การวัดดรรชนีสะท้อนวัดจากอัตราของแสงที่สะท้อนออกมาจากวัตถุต่อแสงที่วัตถุได้รับ เช่น โลกเรามีดัชนีเท่ากับ 0.34 หมายความว่าโลกสะท้อนแสง 34 เปอร์เซนต์ของแสงที่ได้รับ วัตถุที่สะท้อนแสงได้ดีที่สุดจะมีค่าดัชนีสะท้อนเท่ากับ 1
ดาวคู่ - binary star
สองดวงที่โคจรซึ่งกันและกัน และคงสภาพอยู่ได้ด้วยแรงดึงดูดโน้มถ่วงร่วม ประมาณครึ่งหนึ่งของดาวในเอกภพจะเป็นดาวคู่หรือระบบดาวมากกว่านั้น ดาวคู่ส่วนใหญ่จะอยู่ใกล้ชิดกันมากจนไม่สามารถมองออกว่าเป็นดาวสองดวง แต่เราทราบว่าเป็นดาวคู่ได้จากการวิเคราะห์ ของดาว
ดาวชนิดวูลฟ์-ราเยต - Wolf-Rayet stars
ดาวฤกษ์แถบเปล่งแสงแถบดูดกลืนแสงกาแล็กซีทางช้างเผือกชนิดหนึ่ง มีความสว่างมากและอุณหภูมิสูงมาก อาจสูงถึง 90,000 เคลวิน มี (emission line) ที่เกิดจากอิออนของฮีเลียม คาร์บอน ออกซิเจน และไนโตรเจนกว้างมาก แต่มี น้อย ดาวชนิดนี้ดวงแรกถูกค้นพบโดย C.J.E. Wolf และ G.Rayet ในปี 1867 ปัจจุบันค้นพบดาวชนิดวูลฟ์-ราเยตแล้วกว่า 300 ดวงใน และกาแล็กซีใกล้เคียง มีมวลเฉลี่ยประมาณ 10 เท่าของดวงอาทิตย์
ดาวตก - meteor
บางครั้งอาจเรียกว่า อุกกาบาต หรือ ผีพุ่งไต้ เป็นแสงสว่างวาบเป็นทางดูคล้ายกับดาวตกลงมาจากฟ้า เกิดจากฝุ่นหรือหินในอวกาศพุ่งเข้าหาโลก และเสียดสีกับบรรยากาศชั้นบนจนเกิดลุกไหม้เป็นลูกไฟ
ดาวนิวตรอน - neutron star
ดาวซึ่งมีมวลอยู่ในช่วงระหว่าง 1.5 ถึง 3 เท่าของดวงอาทิตย์ ซึ่งได้ยุบตัวลงเนื่องจากแรงโน้มถ่วงของตัวเอง องค์ประกอบของดาวประกอบด้วย ล้วน ๆ ดาวนิวตรอนมีขนาดเล็กมาก มีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงประมาณ 10 กิโลเมตร และมีความหนาแน่นประมาณ 1017 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
ข้อมูลจาก
http://thaiastro.nectec.or.th/ency/index.html
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น