วันพฤหัสบดีที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เพลงเกี่ยวกับดวงดาว

ดาว(เลิก)มองพระจันทร์

ฐานันดร ชูประกาย

ต่อไปนี้เลิกเป็นดาว ที่ขี้เหงาเฝ้ามองจันทร์
เพื่อนของฉัน เจ้านกเค้าแมว ยืนนิ่งทำตาโต
อีกเมฆน้อยลอยลมบน พวกต้นสนต่างยินดี
สุขอย่างนี้ จะหาใครมาเปรียบ
ดาวที่เพื่อนมากมายไม่เหงาอีกแล้ว

ทั่วท้องฟ้าจักรวาล
ดวงจันทร์ใสแค่ดวงเดียวไม่อยากสน
ก็ฉันยังมีเพื่อน ดาวมากเป็นล้านดวง
ลมโชยยิ้มเอ่ยคำชม ว่าดาวสมกับเป็นดาว
ส่องไฟสวย ระยิบไปทุกดวง
กระพริบงดงามทุกคืนไม่ต้องพึ่งจันทร์





คืนที่ดาวเต็มฟ้่า - ปราโมทน์ วิเลปะนะ

ปล่อยให้ใจ เข้าข้างตัวเองทุกที ว่าจะมี เธออยู่กับฉัน
แม้วันนี้ จะยังไม่มีวันนั้น ก็จะฝัน จะเฝ้ารอ
รอคำว่ารัก จะมีให้เธอเท่านั้น
ในใจฉันไม่มีที่ว่างให้ใคร
อยากให้วันพรุ่งนี้ เธอรับรู้และเข้าใจ...ที่ว่ามีใคร ที่พร่ำเพ้อ

คืนที่ดาวเต็มฟ้าฉันจินตนาการถึงหน้าเธอ
ละเมอไปไกล มองไม่เห็นเป็นดาว
จันทร์ที่ดูสดใสนั้นเป็นดั่งใจเธอหรือเปล่า
หากมันเป็นจริง จะเก็บเอาจันทร์ มาใส่ใจ

แม้ไม่รู้ ว่าเธอจะอยู่ไหน ขอฝากใจ ไปถึงหน่อย
ใจดวงนี้ อาจยังมีค่าน้อย แต่จะขอ เพียงรักเธอ


คืนที่ดาวเต็มฟ้าฉันจินตนาการถึงหน้าเธอ
ละเมอไปไกล มองไม่เห็นเป็นดาว
จันทร์ที่ดูสดใสนั้นเป็นดั่งใจเธอหรือเปล่า
หากมันเป็นจริง จะเก็บเอาจันทร์ ใน...

คืนที่ดาวเต็มฟ้าฉันจินตนาการถึงหน้าเธอ
ละเมอไปไกล มองไม่เห็นเป็นดาว
จันทร์ที่ดูสดใสนั้นเป็นดั่งใจเธอหรือเปล่า
หากมันเป็นจริง จะเก็บเอาจันทร์ ใน...

คืนที่ดาวเต็มฟ้า...... จะเก็บเอาจันทร์ มาใส่ใจ 



ดวงดาวแห่งรัก - Dr.Fuu

เก็บเอาไว้คำว่ารักไม่อาจจะพูดไป
เมื่อเธอนั้นมีคนนั้น เคลียคลออยู่ข้างกาย
อยากจะหนีไปให้พ้น ยิ่งเจอยิ่งปวดใจ
รักเธอแล้วจับจองไม่ได้อย่างนี้….

* ค่ำคืนฉันร้อนรน พิษรักมันทำให้ใจเหม่อ
หน้าเธอปรากฏให้เจอได้ทุกที่
แหง่นมองดาวบนฟ้าไกล เห็นเธอเพียงเศษเสี้ยวนาที
ไม่อาจหนีภาพเค้าที่เข้ามา….

** ดาวดวงนั้นถ้ามันเป็นดาวของเธอกับเขา
รู้ไหมฉันเฝ้ามองดูด้วยความอิจฉา
โอ้ดวงดาวแห่งรัก ชั่งสวยงามตา
แต่ฉันจะภวานาให้มันตก
ขอให้ดาวตก ตกจากฟ้า
ให้รักของเธอร้าวราน

หลับก็เพ้อตื่นก็แพ้ อ่อนแอ ลงทุกวัน
ผิดที่คิดผิดที่หวัง นิยายคนชั่งฝัน
ปรงเถอะนะหยุดเถอะนะ ยิ่งห้ามยิ่งดื้อรั้น
ฝันสลายโทษใครไม่ได้ก็รู้

ซ้ำ *,**
ไม่อยากให้เธอรักเข้าจริง อยากให้เค้าทิ้งเธอไป
เพราะว่าฉันรักเธอมากมาย
ก็ไม่อยากเป็นคนคิดร้ายอย่างนี้เลย

ซ้ำ **
 
 
 
 
 
 
 
 อ้างอิง
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=twinkling-stars&month=16-05-2006&group=1&gblog=97
 
http://www.siamzone.com/music/thailyric/index.php?mode=view&artist=!!bbc3d2e2c1b7c2ec20c7d4e0c5bbd0b9d0&song=!!a4d7b9b7d5e8b4d2c7e0b5e7c1bfe9d2
 
http://www.siamzone.com/music/thailyric/index.php?mode=view&artist=!!b4e7cda1e0b5cdc3ec20bfd9&song=!!b4c7a7b4d2c7e1cbe8a7c3d1a1




วันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ข่าวดาราศาตร์ : ดาวเคราะห์น้อยอาจชนโลกในปี 2725

ดาวเคราะห์น้อยอาจชนโลกในปี 2725

  รายงานโดย: วิมุติ วสะหลาย ()                                                 5 ส.ค. 2553



โปรดจดจำและจับตาดาวเคราะห์น้อย 1999 อาร์คิว 36 (1999 RQ36) ให้ดี เพราะนักดาราศาสตร์จากสเปนพบว่า ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้มีโอกาสราว ใน 1,000 ที่จะพุ่งชนโลกใน พ.ศ. 2725 
          อย่าเพิ่งตื่นตระหนกกับตัวเลขนี้เกินไป เพราะโอกาสที่จะไม่ชนมีมากถึง 99.97200000 เปอร์เซ็นต์ 
          คณะนักดาราศาสตร์นำโดยมาเรีย ยูจีเนีย ซันซาตูเรียว จากมหาวิทยาลัยบายาโดลิด ได้ติดตามและประเมินโอกาสในการชนของดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ไปจนถึงปี 2743 และได้ผลลัพท์ใหม่ที่แสดงโอกาสในการชนที่มากขึ้น จากการประเมินครั้งก่อนที่ประเมินว่ามีโอกาส ใน 1,400 ที่จะชนโลกระหว่าง พ.ศ. 2712 ถึง พ.ศ. 2742 อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์เกี่ยวกับวัตถุใกล้โลกขององค์การนาซาได้ประเมินว่ามีโอกาสอยู่ระหว่าง ใน 3,850 กับ ใน 3,570 ที่จะชนโลกในวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2725 
          ดาวเคราะห์น้อย 1999 อาร์คิว 36 เป็นเป้าหมายหนึ่งที่นักดาราศาสตร์สนใจที่จะส่งภารกิจสำรวจและเก็บตัวอย่างกลับโลก เพื่อที่จะได้เข้าใจองค์ประกอบของดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกได้ดีขึ้น โดยเฉพาะดวงที่มีแนวโน้มคุกคามโลกเช่นดวงนี้
          1999 อาร์คิว 36 มีขนาดประมาณ 560 เมตร หรือใหญ่กว่าดาวเคราะห์น้อยชื่อดังอย่างอะโพฟิส ที่เคยเป็นข่าวครึกโครมเนื่องจากมีโอกาสที่จะชนโลกใน พ.ศ. 2579 ถึงกว่าสองเท่า 
          สำหรับการประเมินล่าสุดของ อะโพฟิส พบว่าดาวเคราะห์น้อยดวงนี้มีโอกาส ใน 250,000 ที่จะชนโลกในปี 2579 และในวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2572 จะเข้าเฉียดโลกด้วยระยะห่างเฉียดฉิวที่เป็นสถิติเพียง 29,300 กิโลเมตรเหนือพื้นโลกเท่านั้น 
          อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยอื่นอีกที่ทำให้การโคจรมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะผลกระทบจากแรงโน้มถ่วงเมื่อเข้าใกล้วัตถุหนักดวงอื่น นอกจากนี้ยังมีผลจากปรากฏการณ์ยาร์คอฟสกี ซึ่งเป็นผลจากความไม่สมดุลของรังสีความร้อนที่ตกกระทบบนดาวเคราะห์น้อยในแต่ละด้าน คาดว่าการวัดปริมาณของปัจจัยย่อยดังกล่าวจะเริ่มขึ้นในไม่กี่ปีข้างหน้านี้ 
          "นับว่าโชคดีที่เราค้นพบวัตถุดวงนี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ หากเราค้นพบดาวเคราะห์น้อยดวงนี้หลัง พ.ศ. 2623 ระยะเวลาเตรียมตัวป้องกันจะกระชั้นมาก และขณะนี้เราก็ยังไม่มีเทคโนโลยีที่จะรับมือกับสถานการณ์ภายในเวลาสั้นอย่างนั้นได้" 
ซันซาตูเรียวกล่าว
          นักสำรวจคณะนี้ประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยปีซา เจพีแอลของนาซา และไอเอ็นเอเอฟ-ไอเอเอสเอฟ-โรม (INAF-IASF-Rome) ของอิตาลี
          ในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว องค์การนาซาได้เสนอภารกิจสำรวจดาวเคราะห์น้อยใหม่ ภารกิจนี้มีเป้าหมายในการสำรวจดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ มีชื่อว่า โอซิริส-เรกซ์ (OSIRIS-Rex--the Origins, Spectral Interpretation Resource Identification, and Security, Regolith Explorer) ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจของโครงการนิวฟรอนเทียร์  หากภารกิจนี้ผ่านการอนุมัติ ยานก็จะออกเดินทางขึ้นสู่อวกาศได้ในราวปี 2561 ภารกิจนี้จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับกำเนิดของระบบสุริยะ และอาจรวมถึงต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิต และอาจเป็นภารกิจแรก ๆ ที่จะได้เห็นว่าดาวเคราะห์น้อยเบี่ยงเบนเส้นทางโคจรได้อย่างไร



 ที่มา
http://thaiastro.nectec.or.th/news/viewnews.php?newsid=48

คำศัพท์ดาราศาสตร์3

เซติ - SETI
โครงการค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลก ย่อมาจาก the Search for ExtraTerrestrial Intelligence

เดคลิเนชัน - declination
ระบบพิกัดศูนย์สูตร

เนรีด - Nereid
ดวงจันทร์บริวารของเนปจูน ค้นพบโดย เจอราร์ด ไคเปอร์ ในปี พ.ศ.2492 มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 170 กิโลเมตร

เนบิวลา - nebula
กลุ่มฝุ่นหรือก๊าซที่อยู่ในอวกาศ แบ่งออกเป็นหลายชนิดตามคุณสบมัติทางแสงเช่น เนบิวลาเรืองแสง (emission nebula) จะเรืองแสงอัลตราไวโอเลต ส่วน เนบิวลาสะท้อนแสง (reflection nebula) จะสะท้อนแสงดาวที่อยู่ใกล้เคียง เนบิวลามืด หรือ เนบิวลาทึบแสง (absorption nebula, dark nebula, opaque nabula) ซึ่งจะมองเห็นเป็นแถบดำพาดผ่านไปบนฉากหลังที่เป็นเนบิวลาชนิดอื่นหรือทางช้างเผือก

เพลตเทกโตนิก - Plate tectonics
ทฤษฎีหนึ่งที่กล่าวว่า เปลือกโลกมีการแบ่งออกเป็นแผ่นหลัก ๆ แยกจากกัน 7 แผ่น แต่ละแผ่นมีการเคลื่อนที่อย่างช้า ๆ โดยแรงดันจากหินเหลวด้านใต้

เมฆออร์ต - Oort cloud
ชั้นเมฆในอวกาศที่ล้อมรอบ อยู่เป็นทรงกลม บริเวณเมฆเหล่านี้อยู่ห่างออกไปราว 50,000 หน่วยดาราศาสตร์ เชื่อกันว่าเป็นต้นกำเนิดของ ระบบสุริยะดาวหางคาบยาวแถบไคเปอร์

เมโซสเฟียร์ - mesosphere
ชั้นบรรยากาศของโลก เหนือชั้นสตราโตสเฟียร์ อยู่ระหว่างความสูงตั้งแต่ 60-75 กิโลเมตร อุณหภูมิในชั้นนี้จะต่ำลงเรื่อย ๆ เมื่อความสูงเพิ่มขี้น ที่ตอนบนสุดของบรรยากาศชั้นนี้อุณหภูมิอาจลงต่ำถึง -90 องศาเซลเซียส

เรเดียนต์ - radiant
จุด ๆ หนึ่งบนท้องฟ้าในขณะที่เกิดฝนดาวตก ซึ่งเป็นจุดที่ดูเหมือนกับดาวตกในฝนดาวตกมีจุดเริ่มต้นมาจากจุดนั้น ฝนดาวตกมักตั้งชื่อตามกลุ่มดาวที่เรเดียนต์ของฝนดาวตกนั้นอยู่ เช่น ฝนดาวตกคนคู่ ฝนดาวตกสิงโต เป็นต้น

เส้นศูนย์สูตรฟ้า - celestial equater
เส้นที่เกิดจากระนาบของ โลกตัดกับ ระนาบเส้นศูนย์สูตรนี้ตั้งฉากกับแกนของโลก และเป็นระนาบที่ใช้อ้างอิงใน เส้นศูนย์สูตรทรงกลมท้องฟ้าระบบพิกัดศูนย์สูตร

เอจีนา - Agena
ชื่ออีกชื่อหนึ่งของดาวฮาร์ดาร์

แอสโซซิเอชัน - association
กลุ่มของ จำนวนหนึ่ง ที่อยู่ใบบริเวณใกล้เคียงกัน และมีต้นกำเนิดมาจาก เดียวกัน แต่ดาวฤกษ์ในแอสโซซิเอชันมีความสัมพันธ์กันไม่มากเท่ากับดาวฤกษ์ในดาวฤกษ์โกลบูลกระจุกดาว

โฮบา - Hoba
ชื่อของลูกอุกกาบาตเหล็ก ที่หนักที่สุดในโลก มีน้ำหนัก 60 ตัน




ข้อมูลจาก
http://thaiastro.nectec.or.th/ency/index.html

คำศัพท์ดาราศาสตร์2

ดาวประกายพรึก
ดาวศุกร์ที่ปรากฏในช่วงเช้ามืดทางทิศตะวันออก

ดาวประจำเมือง
ดาวศุกร์ที่ปรากฏในช่วงหัวค่ำทางทิศตะวันตก

ดาวมฤตยู
ดาวยูเรนัส

ดาวยม
ดาวพลูโต

ดาวยักษ์แดง red-giant
ดาวฤกษ์ที่มีขนาดประมาณ 10-1,000 เท่าของ และมีอุณหภูมิพื้นผิวประมาณ 2,000-4,000 เคลวิน ดาวยักษ์แดงเป็นดาวที่อยู่ในช่วงท้าย ๆ ของช่วงอายุของดาวฤกษ์ เกิดขึ้นเมื่อไฮโดรเจนที่แกนกลางเริ่มหมดไป การเผาไหม้จึงต้องเกิดขึ้นที่บริเวณรอบ ๆ แกนหรือใกล้ผิวดาวขึ้นมา ผิวนอกของดาวจึงมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว

 ดาวหาง - comet
ในระบบสุริยะ มีส่วนที่ระเหิดเป็นไอ เมื่อเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ทำให้เกิดชั้นฝุ่นและก๊าซที่ฝ้ามัวล้อมรอบและทอดเหยียดออกไปภายนอกจนดูเหมือนหาง ดาวหางประกอบด้วยสามส่วนใหญ่ ๆ คือ นิวเคลียส โคม่า และหาง

ดาวเคราะห์ - planet
วัตถุขนาดใหญ่ที่โคจรรอบดาวฤกษ์หรือดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์มีสองประเภทใหญ่ ๆ คือดาวเคราะห์หิน เช่น ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร กับ ดาวเคราะห์แก๊ส เช่นดาวพฤหัส ดาวเสาร์ และดาวเนปจูน อีกดวงหนึ่งคือดาวพลูโต เป็นดาวเคราะห์ที่มีลักษณะแตกต่างออกไป คาดว่าประกอบด้วยน้ำแข็ง

ดาวแปรแสง - variable star
ดาวฤกษ์ที่มีความสว่างไม่คงที่

ดาวโอบี - OB stars
ดาวฤกษ์ที่มี เป็นแบบ O หรือ B ดาวจำพวกนี้ทั้งหมดเป็น สเปกตรัมดาวอัลตราไวโอเลต

ถุงถ่าน - Coalsack
เนบิวลาพาร์เซกทางช้างเผือกมืดแห่งหนึ่งอยู่ห่างออกไป 170 ทางกลุ่มดาวกางเขนใต้ มีเส้นผ่านศูนย์กลางเชิงมุมประมาณ 6 องศา อยู่เป็นฉากหน้าของ สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

ทางช้างเผือก - Milky Way
กาแล็กซีกระจุกดาวหนึ่งในเอกภพ เป็นกาแล็กซีที่ดวงอาทิตย์อาศัยอยู่ ทางช้างเผือกจึงถือว่าเป็นกาแล็กซีของเรา เมื่อมองจากโลก ทางช้างเผือกจะเป็นแถบสว่างคล้ายเมฆจาง ๆ ที่พาดไปบนท้องฟ้า เป็นแสงที่เกิดจากดาวฤกษ์นับแสนล้านดวง

นิวตริโน - neutrino
(สัญลักษณ์ n) อนุภาคมูลฐานประเภทหนึ่ง ไม่มีประจุและมีสปิน 1/2 นิวตริโนมี 3 ชนิดคือ ne, nm และ nt ซึ่งอยู่ร่วมกับเลปตอนอีก 3 ชนิดคือ อิเล็กตรอนเลปตอน มิวออนเลปตอน และเทาเลปตอน ตามลำดับ คาดว่านิวตริโนอาจไม่มีมวลหรือมีมวลน้อยมาก ทำปฏิกิริยากับสารอื่นน้อยมาก ปฏิอนุภาคของนิวตริโนคือ แอนตินิวตริโน

พาร์เซก - parsec
หน่วยดาราศาสตร์ปีแสง หน่วยวัดระยะทางทางดาราศาสตร์ เท่ากับความสูงของสามเหลี่ยมหน้าจั่วที่มีเส้นฐานยาว 2 และมีมุมยอด 2 พิลิปดา มีค่าเท่ากับประมาณ 3.26 มักใช้วัดระยะทางภายในดาราจักร

พิกเซล - pixel
จุดแต่ละจุดในภาพที่เกิดจากซีซีดี ย่อมาจาก picture element

มิแรนดา - Miranda
ชื่อดวงจันทร์บริวารของดาวยูเรนัส ค้นพบโดย เจอราร์ด ไคเปอร์ ในปี พ.ศ.2491 มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 470 กิโลเมตร มิแรนดามีลักษณะพื้นผิวที่แปลกประหลาด นอกจากจะมี ตามปกติแล้วยังมีร่องและสันเป็นทางอยู่มากมาย ทฤษฎีหนึ่งเชื่อว่า เป็นเพราะดวงจันทร์ดวงนี้ครั้งหนึ่งเคยถูกชนจนแตกมาก่อน แต่มีการรวมตัวกันได้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง

วัลแคน - Vulcan
ชื่อดาวเคราะห์ในจินตนาการ เชื่อว่าเป็นบริวารดวงหนึ่งของดาวอาทิตย์ มีวงโคจรอยู่ภายในวงโคจรของดาวพุธ ทฤษฎีดาววัลแคนนี้เคยเชื่อกันมากในช่วงศตวรรษที่ 19 แต่ในปัจจุบันเชื่อว่าไม่มีแล้ว

วิษุวัต - equinox
วันที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ผ่านเส้นศูนย์สูตรฟ้า ทำให้มีช่วงเวลากลางวันกับกลางคืนยาวเท่ากัน และดวงดวงอาทิตย์จะขึ้นใกล้จุดขอบฟ้าทิศตะวันออกมากที่สุด และตกใกล้จุดขอบฟ้าทิศตะวันตกมากที่สุด

สตราโตสเฟียร์ - stratosphere
บรรยากาศของโลกเหนือชั้นโทรโปสเฟียร์ อยู่ที่ระดับความสูงระหว่าง 15 ถึง 50 กิโลเมตร อุณหภูมิในบรรยากาศชั้นนี้ตั้งแต่ระดับล่างสุดถึงระดับบนสุดคือ 240 ถึง 270 เคลวิน

สะเก็ดดาว - Meteoroid
วัตถุของแข็งขนาดเล็กที่ลอยอยู่ในอวกาศ มีขนาดเล็กกว่าขนาดทั่วไปของ ดาวเคราะห์น้อย

หลุมดำ - blackhole
หลุมดำคือบริเวณในอวกาศที่มีแรงโน้มถ่วงสูงมาก จนสามารถดูดได้ทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไปได้ไม่เว้นแม้แต่แสง และไม่มีอะไรสามารถหลุดรอดออกจากหลุมดำได้เลย หลุมดำเกิดขึ้นจากมวลสารที่ยุบตัวลงอยู่ในปริมาตรเล็ก ๆ

อะคีลีส - Achilles
ดาวเคราะห์น้อยโทรจัน588 เส้นผ่านศูนย์กลาง 116 กิโลเมตร ค้นพบโดย เอ็ม วูลฟ์ ในปีพ.ศ.2449 เป็น
ดวงแรกที่รู้จัก

อัลกอร์ - Algor
อัลกอร์ ดาว 80 (80 Ursae Majoris) ดาวฤกษ์อันดับความสว่าง 4 อยู่ใกล้ ๆ กับดาวหมีใหญ่ไมซาร์ มีระยะห่างเชิงมุมเพียง 11.5 ลิปดา

เกาสส์ - gauss
หน่วยของความหนาแน่นเส้นแรงแม่เหล็กเทสลาใช้สัญลักษณ์ G 1 เกาสส์เท่ากับ 0.0001



ข้อมูลจาก
http://thaiastro.nectec.or.th/ency/index.html

คำศัพท์ดาราศาสตร์1

กลุ่มดาวจักรราศี - zodiacal constellations
จักรราศี แถบที่ครอบเส้น สุริยวิถี มีความกว้างประมาณ 18 องศา ซึ่งเป็นบริเวณที่ดาวเคราะห์ ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์จะปรากฏอยู่ แถบนี้แบ่งออกเป็น 12 ส่วน กว้างส่วนละ 30 องศา แต่ละส่วนก็คือ ราศี กลุ่มดาวที่อยู่ในราศีใด ก็จะมีชื่อเป็นราศีนั้น เช่น กลุ่มดาวคนคู่อยู่ในราศีมิถุน ก็มีชื่ออีกชื่อว่ากลุ่มดาวราศีมิถุน กลุ่มดาวเหล่านี้เรียกรวมว่า กลุ่มดาวจักรราศี

กล้องโทรทรรศน์ - telescope
ทัศนูปกรณ์สำหรับดึงภาพของวัตถุระยะไกลให้ดูใกล้เข้ามา แบ่งเป็นชนิดใหญ่ ๆ ได้สองชนิดคือ กล้องโทรทรรศน์ชนิดหักเหแสง (refracting telescope, refractor) ใช้เลนส์นูนเป็นตัวรวบรวมแสง กับ กล้องโทรทรรศน์ชนิดสะท้อนแสง (reflecting telescope, reflector) ใช้กระจกโค้งเป็นตัวรวบรวมแสง

กาแล็กซี - galaxy
กาแล็กซีหรือ ดาราจักร เป็นกลุ่มของดาวฤกษ์นับล้านดวง อาศัยอยู่ด้วยกันด้วยแรงดึงดูดร่วมกันของดาวแต่ละดวง กาแล็กซีมีขนาดน้อยใหญ่ต่างกันเช่นเดียวกับจำนวนของดาว กาแล็กซีที่เล็กที่สุดมีดาวอยู่เพียง 100,000 ดวง กาแล็กซีที่ใหญ่ที่สุดมีดาวถึง 3 ล้านล้านดวง

ขั้วท้องฟ้า - celestial
จุดสองจุดบน ที่ตรงกับแนวของขั้วโลก เหนือจะตรงกับบริเวณใกล้ ๆ ดาวเหนือในกลุ่มดาวหมีเล็ก ส่วนขั้วฟ้าใต้จะอยู่บริเวณกลุ่มดาวแปดเหลี่ยม

ควอซาร์ - quasar
วัตถุขนาดเล็กที่มีพลังงานสูงมาก มีการเลื่อนของสเปกตรัมไปทางสีแดงมาก คำว่า ควอซาร์ (Quasar) กร่อนมาจากคำว่า (Quasi-stella) แปลว่า วัตถุคล้ายดาว เนื่องจากมองเห็นคล้ายกับดาวธรรมดาเมื่อมองผ่านกล้องโทรทรรศน์ธรรมดา แต่ปลดปล่อยพลังงานออกมามากพอ ๆ กับกาแล็กซีทั้งกาแล็กซี ธรรมชาติและแหล่งกำเนิดของควอซาร์ยังเป็นปริศนาอยู่ ทฤษฎีหนึ่งกล่าวไว้ว่า เกิดจาก มาชนกัน ปัจจุบันเราค้นพบควอซาร์มาแล้วหลายพันดวง

ความเร็วแสง - speed of light
ใช้สัญญลักษ์ c หมายถึงความเร็วที่เร็วเท่ากับความเร็วของแสงในสุญญากาศ ซึ่งเท่ากับ 299,792,458 กิโลเมตรต่อวินาที

คอนจังก์ชัน - conjunction
การปรากฏอยู่ในแนวเดียวกัน ปรากฏการณ์ที่มีวัตถุท้องฟ้าเช่น ดาวเคราะห์ ดวงจันทร์ ปรากฏอยู่ใกล้ ๆ กันภายในไม่กี่องศา ปรากฏการณ์นี้มีคุณค่าในด้านความสวยงามมากกว่าอย่างอื่น คอนจังก์ชันมักเกิดขึ้นบ่อย ๆ โดยเฉพาะคอนจังก์ชันระหว่างดวงจันทร์กับดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ในบางครั้งวัตถุเหล่านี้อาจเข้ามาใกล้กันจนเกิดการบังกันเรียกว่า ปรากฏการณ์

คอโรนา - corona
1) บรรยากาศชั้นนอกสุดของดวงอาทิตย์ มองเห็นได้เฉพาะช่วงเวลาที่เกิด เต็มดวง มีอุณหภูมิสูงถึง 1,000,000 เคลวิน
2) ลักษณะพื้นผิวที่เป็นรูปวงรีบนพื้นผิวดาวเคราะห์ พบได้มากบนดาวศุกร์และดวงจันทร์

ค่าคงที่ฮับเบิล - Hubble constant
ใช้ชื่อย่อว่า Ho เป็นตัวเลขแสดงอัตราความเร็วในการขยายตัวของเอกภพต่อระยะทาง มีหน่วยเป็น กิโลเมตรต่อวินาทีต่อเมกกะ (Kms-1Mps-1) ค่าคงที่ฮับเบิลในปัจจุบันที่วัดกันได้มีค่าอยู่ระหว่าง 55 ถึง 100 Kms-1Mps-1 ค่านี้จะบ่งบอกถึงอายุของเอกภพอีกด้วย ถ้าเอกภพมีอายุมาก จะให้ค่าคงที่ฮับเบิลต่ำ ถ้าเอกภพมีอายุน้อย จะให้ค่าคงที่ฮับเบิลสูง

จุดเหนือศีรษะ - zenith
จุดบน ที่อยู่เหนือศีรษะของผู้สังเกตการณ์พอดี

จุลอุกกาบาต - micrometeorite
ฝุ่นคอสมิกในอวกาศที่มีขนาดเล็กกว่า 0.1 มม. และมีมวลน้อยกว่า 1 ไมโครกรัม เมื่อจุลอุกกาบาตพุ่งเข้าบรรยากาศโลกจะเสียดสีกับบรรยากาศจนเกิดความร้อนขึ้นสูง แต่ไม่ถึงกับทำให้เกิดปรากฏการณ์ วัตถุต้องมีมวลมากกว่า 1 ไมโครกรัมจึงจะทำให้เกิดเป็นดาวตกได้ หากจุลอุกกาบาตพุ่งชนดาวเทียมที่อยู่นอกโลก จะทำให้เกิดหลุมเล็ก ๆ บนผิวด้านนอกของดาวเทียม หลุมนี้มีขนาดเล็กมากจนต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ส่อง

ซอลสติซ - solstice
จุดบน ที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนไปทางเหนือมากที่สุด (ครีษมายัน [ครีด-สะ] - summer solstice) หรือ จุดที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนไปทางใต้มากที่สุด (เหมายัน - winter solstice) ซึ่งทำมุม 23.5 องศากับเส้นศูนย์สูตรฟ้าไปทางเหนือและใต้ตามลำดับ วันที่ดวงอาทิตย์อยู่ที่ครีษมายันตรงกับราววันที่ 21 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันที่กลางวันยาวที่สุดและกลางคืนสั้นที่สุด ส่วนวันที่ดวงอาทิตย์อยู่ที่เหมายันตรงกับราววันที่ 22 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันที่กลางวันสั้นที่สุดและกลางคืนยาวที่สุด

ซูเปอร์โนวา - supernova
การระเบิดอย่างรุนแรงของดาว หรือ เมื่อเกิดซูเปอร์โนวา ความสว่างจะสูงขึ้นอย่างฉับพลัน ซูเปอร์โนวาบางครั้งมี ถึง -19 โดยทั่วไป ซูเปอร์โนวามักเกิดจากดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ระเบิดขึ้นหลังจากที่ใช้ ไปจนเกือบหมด การระเบิดแบบนี้มักจะเหลือแกนกลางเป็นวัตถุความหนาแน่นสูง

ดัชนีสะท้อน - albedo
ความสามารถในการสะท้อนแสงของดาวเคราะห์วัตถุอื่นที่ไม่เปล่งแสงในตัวเอง การวัดดรรชนีสะท้อนวัดจากอัตราของแสงที่สะท้อนออกมาจากวัตถุต่อแสงที่วัตถุได้รับ เช่น โลกเรามีดัชนีเท่ากับ 0.34 หมายความว่าโลกสะท้อนแสง 34 เปอร์เซนต์ของแสงที่ได้รับ วัตถุที่สะท้อนแสงได้ดีที่สุดจะมีค่าดัชนีสะท้อนเท่ากับ 1

ดาวคู่ - binary star
สองดวงที่โคจรซึ่งกันและกัน และคงสภาพอยู่ได้ด้วยแรงดึงดูดโน้มถ่วงร่วม ประมาณครึ่งหนึ่งของดาวในเอกภพจะเป็นดาวคู่หรือระบบดาวมากกว่านั้น ดาวคู่ส่วนใหญ่จะอยู่ใกล้ชิดกันมากจนไม่สามารถมองออกว่าเป็นดาวสองดวง แต่เราทราบว่าเป็นดาวคู่ได้จากการวิเคราะห์ ของดาว

ดาวชนิดวูลฟ์-ราเยต - Wolf-Rayet stars
ดาวฤกษ์แถบเปล่งแสงแถบดูดกลืนแสงกาแล็กซีทางช้างเผือกชนิดหนึ่ง มีความสว่างมากและอุณหภูมิสูงมาก อาจสูงถึง 90,000 เคลวิน มี (emission line) ที่เกิดจากอิออนของฮีเลียม คาร์บอน ออกซิเจน และไนโตรเจนกว้างมาก แต่มี น้อย ดาวชนิดนี้ดวงแรกถูกค้นพบโดย C.J.E. Wolf และ G.Rayet ในปี 1867 ปัจจุบันค้นพบดาวชนิดวูลฟ์-ราเยตแล้วกว่า 300 ดวงใน และกาแล็กซีใกล้เคียง มีมวลเฉลี่ยประมาณ 10 เท่าของดวงอาทิตย์

ดาวตก - meteor
บางครั้งอาจเรียกว่า อุกกาบาต หรือ ผีพุ่งไต้ เป็นแสงสว่างวาบเป็นทางดูคล้ายกับดาวตกลงมาจากฟ้า เกิดจากฝุ่นหรือหินในอวกาศพุ่งเข้าหาโลก และเสียดสีกับบรรยากาศชั้นบนจนเกิดลุกไหม้เป็นลูกไฟ

ดาวนิวตรอน - neutron star
ดาวซึ่งมีมวลอยู่ในช่วงระหว่าง 1.5 ถึง 3 เท่าของดวงอาทิตย์ ซึ่งได้ยุบตัวลงเนื่องจากแรงโน้มถ่วงของตัวเอง องค์ประกอบของดาวประกอบด้วย ล้วน ๆ ดาวนิวตรอนมีขนาดเล็กมาก มีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงประมาณ 10 กิโลเมตร และมีความหนาแน่นประมาณ 1017 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ข้อมูลจาก
http://thaiastro.nectec.or.th/ency/index.html

วันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2553

งานในอาชีพของนักดาราศาสตร์


นิยามของอาชีพนักดาราศาตร์
ศึกษา ค้นคว้า สำรวจ วิเคราะห์ และพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับโครงสร้างการวิวัฒนาการ ขอบเขตและการแผ่พลังงานของเอกภพ ขนาด มวล รูปร่าง ระยะทาง การเคลื่อนที่วงโคจร ลักษณะส่วนประกอบ และโครงสร้างของวัตถุท้องฟ้า การก่อกำเนิดและวิวัฒนาการของดาวฤกษ์ ดาวคู่ ดาวกระจุก และกาแล็กซี อุณหภูมิ ความสว่าง องค์ประกอบเคมีและโครงสร้างภายในของดาวฤกษ์ และวัตถุท้องฟ้าอื่นๆ โดยใช้กล้องโทรทรรศน์และเครื่องบันทึกสัญญาณต่างๆ เช่น สเปกโทรกราฟ โฟโตมิเตอร์ อินเตอร์เฟียโรมิเตอร์ เป็นต้น สังเกตวัตถุบนฟ้าด้วยกล้องโทรทรรศน์เพื่อคำนวณตำแหน่งของดาวฤกษ์และดาวเคราะห์ คำนวณโคจรของดาวเคราะห์ ดาวหาง และดาวเคราะห์น้อย ศึกษาปรากฏการณ์บนท้องฟ้า เช่น อุปราคา ฝนดาวตก แสงเหนือ แสงใต้ ศึกษากลุ่มดาว และสร้างแผนที่ดาว พัฒนาตารางคำนวณตำแหน่งและเวลาขึ้น – ตก ของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์ และดาวฤกษ์ เพื่อประโยชน์ทางคมนาคมทางอากาศและทางเรือ กำหนดเวลามาตรฐานสากลโดยการสังเกตวัตถุท้องฟ้า ประยุกต์ใช้ความรู้ในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับการสื่อสารผ่านดาวเทียม ทำวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้เพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับการสื่อสารผ่านดาวเทียม ทำวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ทางดาราศาสตร์ ออกแบบและพัฒนาเครื่องมือ ตลอดจน สร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยอาศัยเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อใช้ในการสังเกตการณ์ บันทึกรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลทางด้านดาราศาสตร์


ลักษณะของงานที่ทำ
นักดาราศาสตร์ในประเทศไทย ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเป็น นักวิชาการ และอาจารย์ ในสถาบันระดับอุดมศึกษา หรือมหาวิทยาลัยที่ทำการเปิดสอนภาควิชาฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ หรือโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา หน่วยวิจัยดาราศาสตร์ สมาคมดาราศาสตร์
โดยมีภาระกิจเกี่ยวข้องดังนี้
1. บรรยาย สอน เผยแพร่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเกี่ยวกับดาราศาสตร์ อวกาศ สภาพอวกาศ ให้กับนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไปเพื่อให้เข้าใจถึงวิวัฒนาการของดวงดาว และโลกโดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียมสื่อสาร ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรโลก ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาของสถาบันการศึกษาในประเทศและต่างประเทศ
2. ศึกษา ค้นคว้า วางแผนการวิจัย และการเตรียมการสังเกตการณ์ระดับชาติ โดยนำผลการศึกษาปรากฏการณ์บนท้องฟ้า มาประมวลผลวิเคราะห์และจัดทำเป็นรายงานเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ให้สาธารณชนรับทราบ

3. จัดประชุมสัมมนาทางดาราศาสตร์ ในเรื่องการเรียนการสอน และการวิจัยทางด้านดาราศาสตร์

4. ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการปรับปรุงสารสนเทศทางด้านดาราศาสตร์ เพื่อกระตุ้นให้คนไทย มีความสนใจต่อเรื่องราวที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์มากขึ้น และให้กลุ่มสนใจทางดาราศาสตร์สามารถเข้าถึงข้อมูล ความรู้ได้มากขึ้น

5. ประสานความร่วมมือทางด้านวิชาการเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลทางดาราศาสตร์ร่วมกันกับหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา กรมอุทกศาสตร์ กรมชลประทาน กรมแผนที่ทหาร กรมทรัพยากรธรณี สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี อุทยานวิทยาศาสตร์หว้ากอ และองค์การระหว่างประเทศ ฯลฯ เพื่อจัดทำสารสนเทศทางด้านดาราศาสตร์
6. จัดทำหลักสูตรหรือกิจกรรม เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์บนท้องฟ้าแก่ประชาชนและเยาวชนที่สนใจเข้าร่วมอย่างทั่วถึง ร่วมมือกับหน่วยงานภาคเอกชน สมาคมดาราศาสตร์ หรือชมรมดาราศาสตร์ของจังหวัดต่างๆ ที่มีนักวิชาการหรืออาจารย์สอนด้านดาราศาสตร์ประจำอยู่ เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ เช่น การเกิดพายุสุริยะ การเกิดสภาพความแปรปรวนของบรรยากาศชั้นไอโอโนสเพียร์ และบรรยากาศชั้นบนของโลกที่เป็นสาเหตุทำให้สถานีไฟฟ้าขัดข้อง ระบบสื่อสารดาวเทียมบกพร่อง และระบบเตือนภัยบนเครื่องบินขัดข้อง

อ้างอิง
http://blog.eduzones.com/jybjub/13876
http://board.palungjit.com/f2/%25E0%25B...113.html

วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553

ความสัมพันธ์ระหว่างวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติกับเหตุการณ์สำคัญทางดาราศาสตรร์สมัยร.4

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงคำนวณเหตุการณ์ล่วงหน้าว่า วันที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ จะเกิดเหตุการณ์สุริยุปราคาเต็มดวงในประเทศไทย ที่ที่จะเห็นเหตุการณ์สุริยุปราคาชัดเจนที่สุดก็คือ หมู่บ้านหัววาฬ ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พระองค์จึงเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรเหตุการณ์สุริยุปราคาที่นั่น และเหตุการณ์ก็เป็นไปตามที่พระองค์ทรงพยากรณ์ทุกประการ ไม่คลาดเคลื่อนแม้แต่วินาทีเดียว ทางสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย โดยเฉพาะทางด้านดาราศาสตร์จึงคิดกันว่า น่าจะถือว่าวันนี้เป็นวันวิทยาศาสตร์ของไทย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติในการประชุม เมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๕ เพื่อเทอดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็น "พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย" พร้อมทั้งกำหนดให้วันที่ ๑๘ สิงหาคมของทุกปีเป็น "วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ"

ดัง นั้นในวันที่ ๑๘ สิงหาคมของทุกปี ได้มีการจัดงานวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติขึ้นทั่วประเทศ โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ เป็นต้นมา โดยมีกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงานเป็นหน่วยงานหลักในการจัดร่วมกับหน่วยงานอื่นที่ เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งภาครัฐ และเอกชน ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๒๗ งานวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติได้รับการขยายให้เป็นงาน "สัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ" ในงานนี้มีการจัดกิจกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากมาย เช่น นิทรรศการ ผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ รวมทั้งการแข่งขันโครงการทางวิทยาศาสตร์ และสื่อการสอนวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีการมอบรางวัลให้แก่ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นนักวิทยา ศาสตร์ดีเด่นในสาขาวิชาต่างๆ อีกด้วย

วัตถุประสงค์ของการจัดงานวันสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ

๑. เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและพระปรีชาสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์ของพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว"พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย"
๒. เพื่อเป็นการส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ
๓. เพื่อสนับสนุนให้กำลังใจและโอกาสแก่นักวิจัย นักประดิษฐ์ ได้แสดงผลงานต่อสาธารณชน
๔. เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่าภาครัฐและเอกชนในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ในการพัฒนาประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

๕. เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศทางวิทยาศาสตร์ อันเป็นวิถีทางหนึ่งของการแก้ปัญหาการขาดแคลนกำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 

อ้างอิง
http://www.lib.ru.ac.th/journal/aug/aug18-ScienceDay.html
http://www.baanmaha.com/community/thread13520.html